BOTOX

Botox หรือ Botulinum Toxin (โบท็อก หรือ โบทูลินุ่ม ทอกซิน) ใช้เพื่อการฉีดเพื่อลดริ้วรอยและขนาดของกล้ามเนื้อ หลักการทำงาน คือ โบท็อกไปยับยั้งความสามารถในการขยับของกล้ามเนื้อ ดังนั้นก ล้ามเนื้อส่วนที่ถูกฉีดจะอ่อนแรงและลดขนาดเล็กลง

โบท็อกทำให้เส้นที่เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อนั้นลดหายไปจากการที่กล้ามเนื้อนั้นไม่สามารถขยับได้ ยกตัวอย่างเช่นเส้นบนหน้าผากที่เกิดจากการเลิกหน้าผาก, ตีนกาเวลายิ้ม และอื่นๆ เส้นที่เป็นเส้นถาวรหรือเส้นที่มีอยู่เห็นได้ชัดโดยที่ไม่ได้มีการขยับเกิดของกล้ามเนื้อนั้นไม่สามารถแก้ได้ด้วยโบท็อก คล้ายๆกระดาษที่ยับเป็นรอยพับแล้ว ถึงเราจะไม่พับกระดาษอีกต่อไป เหมือนการไม่ให้กล้ามเนื้อขยับ รอยพับนั้นก็ได้เกิดขึ้นและกลายเป็นเส้นถาวรไปแล้ว

  • โบท็อกไม่ใช่สารเติมเต็ม
  • โบท็อกไม่สามารถทำให้หน้าเล็กลงจากการสลายไขมัน
  • โบท็อกทำให้หน้าเล็กลงหลักๆจากการลดกรามของเราให้เล็กลง
  • โบท็อกสามารถทำการลิ๊ฟหน้าได้เพราะโบท็อกสามารถไปยับยั้งการขยับของกล้ามเนื้อที่ดึงให้หน้านั้นหย่อนคล้อย

การฉีดโบท็อกควรจะเว้นและไม่ฉีดบ่อยๆหรือเร็วกว่า  3 เดือนจากครั้งสุดท้าย เพราะถ้าฉีดบ่อยหรือเร็วเกินไปนั้น ร่างกายของเราอาจสร้าง แอนติบอดี้ หรือ การต่อต้านต่อโบท็อก และในที่สุด การฉีดโบท็อกนั้นจะไม่มีผลใดๆและไม่ออกฤทธิ์กับเราอีกต่อไป

โบท็อกจะออกฤทธิ์ 1 อาทิตย์หลังฉีดสำหรับครึ่งหน้าบน และเห็นผลเต็มที่ 2 อาทิตย์ให้หลัง ฤทธิ์จะอยู่นานระหว่าง 4-6 เดือน และแนะนำให้ฉีดซ้ำไม่เกิน 6 เดือนให้หลังเพื่อที่กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะได้เล็กลง ทำให้ระยะเวลาที่จะกลับมานั้นนานขึ้นเรื่อยๆ จนหายไปหรือน้อยลงมากๆในที่สุด

โบท็อกจะออกฤทธิ์ 2 อาทิตย์หลังฉีดสำหรับครึ่งหน้าล่าง และเห็นผลเต็มที่ 4 อาทิตย์ให้หลัง ฤทธิ์จะอยู่นานระหว่าง 4-6 เดือน และแนะนำให้ฉีดซ้ำไม่เกิน 6 เดือนให้หลังเพื่อที่กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะได้เล็กลง ทำให้ระยะเวลาที่จะกลับมานั้นนานขึ้นเรื่อยๆ จนหายไปหรือน้อยลงมากๆในที่สุด

หลังการฉีดโบท็อกนั้น เราควรขยับกล้ามเนื้อส่วนที่ฉีดเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมงเพื่อช่วยกระจายโบท็อกไปทั่วๆพื้นที่ของกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เช่นการฉีดโบท็อกที่กราม เราควรเขี้ยวหมากฝรั่งหลังการฉีด แต่หลังจาก 1-2 ชั่วโมง พยายามใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นๆให้น้อยที่สุดเพื่อให้การกลับมาของกล้ามเนื้อนั้น ๆ ช้าลง

หลังการฉีดโบท็อกที่หน้านั้น ไม่ควรนอนราบแบนเป็นเวลา 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้โบท็อกกระจายไปผิดที่ ไม่ควรเลเซอร์หรือนวดหน้าเป็นเวลา 2 อาทิตย์ สามารถล้างหน้าได้, เข้าซาวหน้าได้และ สามารถดื่มเหล้าได้ (เหล้าไม่ได้ทำให้โบท็อกออกฤทธิ์ไม่ดีโดยตรงแต่ไม่ดีต่อหลายระบบของร่างกายจึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าควรไม่ควร)

การฉีดโบท็อกคือการคลายกล้ามเนื้อ ดังนั้นหลังจากการฉีดนั้น เราควรเหลียกเลี่ยงการขยับกล้ามเนื้อส่วนนั้นเพื่อให้ฤทธิ์อยู่นานที่สุด ทุกครั้งที่ฉีดกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะอ่อนแรงและเล็กลงทุกๆครั้ง จนในที่สุด ระยะเวลาที่จะต้องกลับมาฉีดซ้ำจะห่างขึ้นเรื่อยๆ

  • โบท็อกจะมีหน่วยเรียกว่า ยูนิต หรือ สั้นๆว่า ยู

โบท็อกมีหลากหลายยี่ห้อจากหลากหลายประเทศ หลักๆที่คลินิกใช้จะเป็นของ อเมริกา, เกาหลีและ เยอรมัน ยี่ห้อแรกของโลกและยี่ห้อเดียวจากอมเริกาคือยี่ห้อ Allergan อะ-เลอ-แก้นเป็นยี่ห้อที่แพงกว่ายี่ห้ออื่นๆเพราะถือว่าเป็นเจ้าแรกและต้นตำรับของการสกัดสารท็อกซินชนิดนี้ สามารถเรียกได้ว่าเป็น Clinical Grade คลิ-นิ-ค้อล-เกรด หรือ เกรดที่โรงพยาบาลนั้นใช้ในการรักษาโรคต่างๆ มีความเพียวหรือบริสุทธิ์สูง ทำให้การดื้อโบท็อกนั้นเกิดขึ้นได้ยากกว่า

ยี่ห้อของเกาหลีนั้นมีสองยี่ห้อคือ Neuronoxนิว-โร-น็อกซ์และ Nabotaนา-โบ-ตะ

Nabota นั้นเป็นยี่ห้อพรีเมี่ยมของเกาหลีที่เคลมว่าตัวเองนั้นมีความบริสุทธิ์สูง ฉีดแล้วมีความเป็นธรรมชาติไม่แข็ง

Neuronoxนั้นราคาจะถูกกว่า แต่ในเรื่องของผลลัพย์ไม่ได้น้อยหน้ากว่ายี่ห้ออื่น เสียงตอบรับดีและเคลมว่าเป็นยี่ห้อเกาหลีเดียวที่ใช้ในโรงพยาบาลในประเทศไทย

ยี่ห้อล่าสุดที่ออกวางตลาดคือ  Xeomin ซี-โอ-มินของเยอรมัน แตกต่างจากโบท็อกปกติตรง Xeominนั้นไม่มีโปรตีน ดังนั้นร่างกายจะไม่สร้างแอนติบอดี้มาต่อต้าน ทำให้เหมาะที่จะใช้ในคนไข้ที่ดื้อ Botox ตัวอื่นๆ หรือสามารถเลือกที่จะใช้ Xeominตั้งแต่แรกเลยก็ได้หากเป็นห่วงเรื่องการดื้อโบท็อก ราคาจะสูงพอๆกับ Allergan ของอเมริกา

  • โบท็อกมีขนาดขวดหลายขนาดเช่น 50 ยู, 100 ยู และ 200 ยู แต่โดยปกติคุณหมอความจะใช้ขนาด 100 ยู

โดยปกติทั่วไป ในการฉีดกรามนั้นจะใช้โบท็อกจำนวน 50 ยู หรือ เรียกว่าครึ่งหน้าล่าง ในการฉีดหน้าผาก, หว่างคิ้วและตีนกา นั้นจะใช้โบท็อก 50 ยูหรือ เรียกว่าครึ่งหน้าบน ครึ่งหน้าบนกับครึ่งหน้าล่างรวมกันเป็น 100 ยู หรือ 1 ขวด

เวลาแนะนำลูกค้า ให้แนะนำให้ซื้อยกขวดเลยจะคุ้มที่สุด ถึงแม้จะใช้ไม่ครบทั้ง 100 ยู เช่นลูกค้าอยากฉีดแค่กราม ใช้แค่ 50 ยู แต่แบ่งขวดราคาต่อยูนิตจะแพงกว่าเหมาทั้งขวด เช่นสมมุติยกขวดอยู่ที่ 8,999 บาท แต่ถ้าแบ่งขวดจะราคายูนิตละ 150 บาท ถ้า 100 ยูนิต หรือ 1 ขวด ก็จะเท่ากับ 15,000 บาท(ยกเว้นคลินิกออกโปรโมชั่นฉีดเฉพาะส่วน)

ในกรณีที่ลูกค้าซื้อยกขวด โบท็อกที่ลูกค้าซื้อนั้นจะไม่มีวันหมดอายุ เพราะเราจะไม่เก็บขวดเดิมแต่ใช้ขวดใหม่เวลาลูกค้ากลับมาฉีดอีกครั้ง